ก.พ. 09

Ontology

3. ออนโทโลยี (Ontology)

3.1 ความเป็นมาของออนโทโลยี

ออนโทโลยี เป็นคำทีทับศัพท์กับคำว่า Ontology ถูกนำมาใช้ครั้งแรก เมื่อ ค.ศ. 1980 ในสาขาปัญญาประดิษฐ์ โดยการนำเสนอของ John McCarthy ซึ่งตีพิมพ์ในบทความเรื่อง Circumseription: A form of Non-Monotonic ในวารสาร Artificial Intelligence ปีที่ 5 ฉบับที่ 13 หน้า 27-29 และหลังจากนั้น มีการนำมาใช้ในหลากหลายสาขา เช่น วิศวกรรมความรู้  (Knowledge Engineering)  การนำเสนอตัวแทนความรู้ (Knowledge Representation) การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing) ระบบการใช้สารสนเทศร่วมกัน (Cooperative Information System) การบูรณาการข้อมูลอัจฉริยะ (Intelligence Information Integration)  การจัดการความรู้ (Knowledge Management)  การคืนค้นสารสนเทศ( Information Retrieval) การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce) (Guario, 1995)

3.2 ความหมายของออนโทโลยี

ในบริบทการศึกษาทางวิทยาการคอมพิวเตอร์และสารสนเทศศาสตร์  ออนโทโลยีหมายถึง รูปแบบของข้อมูลที่เป็นตัวแทนของแนวคิดและความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดในขอบเขตองค์ความรู้ (Domain of knowledge) หรือวาทกรรม(Discourse)ที่สนใจ ซึ่งสามารถแทนค่าในรูปแบบของคลาส (Classes) หรือเซ็ท (Sets)  คุณสมบัติ (Attributes or properties) และความสัมพันธ์ระหว่างคลาส (Relations)

นอกจากนี้ การนิยามออนโทโลยียังได้รวมไปถึงการให้ความหมายและเงื่อนไขในบริบทที่เกี่ยวข้องด้านระบบฐานข้อมูล ซึ่งในส่วนนี้ออนโทโลยีจะสามารถกำหนดความหมายของข้อมูล ระดับของข้อมูล และความสัมพันธ์ของรูปแบบ (Gruber, 1993)

ออนโทโลยีเป็นศาสตร์ที่เกิดขึ้นในสมัยกรีกโรมันโบราณ โดยนักปราชญ์ชื่ออริสโตเติล  ได้กำหนดวิชาออนโทโลยี ซึ่งมาจากรากศัพท์ ออนโท+โลยี (Onto + logy) ออนโท หมายถึง สิ่งที่มีอยู่ (Exist)  และโลยี หมายถึง ศาสตร์  หากแปลตามคำศัพท์จะหมายถึง ศาสตร์ที่กล่าวถึงสิ่งที่มีอยู่ เริ่มจาก อริสโตเติลได้พยายามสร้างต้นไม้แห่งพอร์ฟิรี (Porphyry) ซึ่งมีลักษณะเป็นโครงสร้างแบบต้นไม้ (Hierarchy Tree)  ดังนั้นออนโทโลยีจึงเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการจัดหมวดหมู่ของสิ่งหนึ่งๆ ในขอบเขตที่สนใจ (Domain of Interest)

3.3 องค์ประกอบของออนโทโลยี

ออนโทโลยีเป็นการแสดงโครงสร้างของแนวคิด (Concepts) ที่บรรยายขอบเขตขององค์ความรู้ (Domain of knowledge) เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แนวคิดเหล่านี้จัดเรียงอยู่ในลำดับชั้นการถ่ายทอดความสัมพันธ์ (Relations) และมีคุณสมบัติของแต่ละแนวคิด โดยสรุปองค์ประกอบของออนโทยีประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังต่อไปนี้

1)     แนวคิด (Concept) หมายถึง ขอบเขตของความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือความคิดทั่วไปหรือนามธรรมในขอบเขต(domain) ที่เราสนใจ และสามารถอธิบายรายละเอียดได้ เช่น People, Car, Expertise, Tourism เป็นต้น

2)     คุณสมบัติ (Attributes or Properties) หมายถึง คุณสมบัติต่างๆ ที่นำมาใช้อธิบายแนวคิดเช่น เช่น รถยนต์ ประกอบด้วย ล้อ, พวงมาลัย, เครื่องยนต์, เบาะนั่ง เป็นต้น

3)     ความสัมพันธ์ (Relationship) หมายถึง รูปแบบของความสัมพันธ์กันระหว่างแนวคิด โดยมีประเภทต่างๆ ดังนี้

  1. ความสัมพันธ์แบบลำดับชั้น (Subclass of หรือ is-a hierarchy) คือความสัมพันธ์ที่มีคุณสมบัติการถ่ายทอด คุณสมบัติของแนวคิดแม่ไปยังแนวคิดลูก เช่น Biotechnology is-a Science อธิบายได้ว่า เทคโนโลยีชีวภาพ เป็นสาขาหนึ่งใน วิทยาศาสตร์ หรือ BMX_Bicycle is-a Bicycle เป็นต้น
  2. ความสัมพันธ์แบบเป็นส่วนหนึ่ง (Part-of) คือความสัมพันธ์ที่หมายถึงการเป็นส่วนประกอบ เช่น  body  part-of  bicycle  , wheel  part-of bicycle  ตัวถัง และล้อ ต่างเป็นส่วนประกอบของ รถจักรยาน เป็นต้น
  3. ความสัมพันธ์เชิงความหมาย (Syn-of) คือความสัมพันธ์ที่แสดงถึงแนวคิดที่มีความเหมือนเชิงความหมายต่อกัน เช่น Degree syn-of Education ซึ่งอธิบายได้ว่า ระดับการศึกษา (Degree) มีความหมายเหมือนกับ การศึกษา(Education) ซึ่งสามารถใช้แทนกันได้ เป็นต้น
  4. ความสัมพันธ์การเป็นตัวแทน (Instance-of) คือความสัมพันธ์ที่แสดงถึงการเป็นตัวแทน หรือสมาชิกของแนวคิด

4)     ข้อกำหนดในการสร้างความสัมพันธ์ (Axiom) หมายถึง เงื่อนไขหรือข้อกำหนดเฉพาะ หรือตรรกในการแปลงความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดกับคุณสมบัติ แนวคิดกับแนวคิด เพื่อให้แปลงความหมายได้อย่างถูกต้อง

5)     ตัวอย่างข้อมูล (Instances หรือ Individual) หมายถึง คำที่ใช้แทนวัตถุ (Objects) ที่สนใจ เช่น Italy, England, USA, Matthew, Gemma เป็นต้น

 

ตัวอย่าง อินสแตนส์  คลาส และความสัมพันธ์

จากตัวอย่างประกอบด้วย Instance หรือ Individual คือ Gemma, Matthew, Italy , England, USA, Fluffy, Fido  และ คลาส คือ Person,  Country , Pet โดยมีความสัมพันธ์ เช่น Matthew มีความสัมพันธ์กับ England โดย livesInCountry เป็นต้น

 

3.4 ประเภทของออนโทโลยี

ถ้าจะแบ่งประเภทของออนโทโลยีออกตามหลักการ(concept) ของการใช้งาน สามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภทคือ (Heijst; Schreiber and Wielinga, 1997)

  1. ออนโทโลยีประยุกต์ (Application Ontologies) เป็นออนโทโลยีที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานประยุกต์อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ อาจจะรวมหลักการหลายๆ ออนโทโลยีเข้ามาด้วยกัน เช่น ออนโทโลยีเฉพาะ (Domain Ontologies) และออนโทโลยีทั่วไป (Generic Ontologies) หรืออาจจะรวมหลักการออนโทโลยีวิธีการ (Method Ontologies) และออนโทโลยีงาน (Task Ontologies) ด้วย ออนโทโลยีประยุกต์จะเลือกทฤษฏีจากหลายๆทฤษฏีเข้ามาด้วยกัน เพื่องานประยุกต์อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ อย่างเช่นออนโทโลยีที่พัฒนาในโปรแกรม Protégé เป็นต้น
  2. ออนโทโลยีเฉพาะ (Domain Ontologies) เป็นออนโทโลยีที่เน้นความรู้เฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง ใช้ในการจัดเก็บองค์ความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ (Domain Knowledge) เช่น ออนโทโลยีด้านการแพทย์เป็นต้น
  3. ออนโทโลยีทั่วไป (Generic Ontologies) จะคล้ายๆกับออนโทโลยีเฉพาะ (Domain Ontologies) แต่จะพิจารณาในหลักการ (Concepts) ในหลายๆสาขา (Fields) รวมกัน ตัวอย่าง จะพิจารณา เช่น state, event, process, action, component เป็นต้น ออนโทโลยีเฉพาะจะเป็นส่วนหนึ่งของออนโทโลยีทั่วไป
  4. ออนโทโลยีตัวแทน (Representation ontologies) เป็นออนโทโลยีที่ไม่กำหนดกับความรู้ใด ๆ ออนโทที่เป็นที่รู้จักคือ ออนโทโลยีเฟรม (Frame ontologies) ที่ใช้กับ Ontolingua (Gruber, 1993)

3.5 การพัฒนาออนโทโลยี (Ontology Development)

การพัฒนาออนโทโลยี เป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตามพัฒนาการขององค์ความรู้แต่ละสาขา แนวคิด (Concept) ของออนโทโลยี หมายถึง วัตถุที่ซึ่งมีทั้งจับต้องได้ และจับต้องไม่ได้ และความสัมพันธ์ (Relations) ควรเป็นเรื่องที่ใกล้เคียงและสอดคล้องกับสิ่งที่ศึกษามากที่สุด (Noy and McGuiness, 2011)  ได้เสนอแนะแนวทางการพัฒนาออนโทโลยีดังนี้

1)     ระบุขอบเขตของแนวคิดออนโทโลยี (Determine the domain and concept of the ontology) ได้แก่ การระบุขอบเขตของออนโทโลยีที่ศึกษา วัตถุประสงค์ในการนำออนโทโลยีไปใช้งาน โดยให้ระบุประเภทและรายละเอียดของคำถามที่สามารถตอบโดยอาศัยออนโทโลยีที่จะพัฒนา รวมทั้งระบุผผู้ที่จะใช้งานด้วย  แนวทางจำกัดขอบเขตของการพัฒนาออนโทโลยี สามารถทำได้โดยการออกแบบคำถามที่ต้องการให้ออนโทโลยีแสดงคำตอบ ที่เรียกว่า Competency Questions (Gruninger and Fox, 1995) ซึ่งออนโทโลยีที่จะพัฒนาจะต้องมีข้อมูลเพียงพอที่จะตอบคำถามทุกประเภท และมีรายละเอียดครอบคลุมการศึกษาในเรื่องนั้น ๆ เช่น หากออนโทโลยีที่พัฒนาขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่อแนะนำโปรแกรมการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวจะตัดสินใจซื้อ เราจำเป็นต้องนำข้อมูลเรื่องราคาของแต่ละรายละเอียดของการท่องเที่ยวมาพิจารณาด้วย เป็นต้น

2)     พิจารณาใช้ตัวแบบบออนโทโลยีที่มีอยู่แล้ว (Consider reusing existing ontologies) การนำออนโทโลยีเติมมาประยุกต์ใช้ซ้ำหรือนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับขอบเขตที่ศึกษาสามารถทำได้ และเป็นการช่วยลดระยะเวลาใรการพัฒนาได้อีก ทั้งนี้การใช้ออนโทโลยีที่มีอยู่แล้ว มักจะมีความจำเป็นในกรณีที่ต้องมีการนำระบบงานคอมพิวเตอร์ไหม่ไปเชื่อมต่อกับระบบงานคอมพิวเตอร์ที่มีการบังคับใช้ตัวแบบออนโทโลยีใดๆ ที่เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว

3)     กำหนดคำศัพท์หรือนิยามที่สำคัญของออนโทโลยี (Enumerate important terms in the ontology) ขั้นตอนนี้สามารถทำได้โดยเขียนคำศัพท์ที่เป็นไปได้เกี่ยวกับสิ่งที่ศึกษา ระบุคุณสมบัติที่สำคัญของคำศัพท์แต่ละคำโดยละเอียด

4)     ระบุคลาสและลำดับชั้นของคลาส (Define the classes and the class hierarchy) แนวทางในการกำหนดคลาสและลำดับชั้นของคลาส สามารถดำเนินการได้หลายวิธี (Uschold and Gruninger, 1996)

a)      Top-Down development ทำโดยจากการกำหนดนิยามจากแนวคิดทั่วไปไปหาแนวคิดที่เฉพาะเจาะจง ตัวอย่างเช่น การตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวขึ้นอยู่กับ จุดหมายปลายทาง และ เหตุผลในการท่องเที่ยว หลังจากนั้น จึงกำหนดประเภท  จุดหมายปลายทาง (Destination) ออกเป็น Geographic_Region, Geographic_Natural_Region, Natural_Park เป็นต้น

b)      Bottom-up development  ทำโดยเริ่มจากการกำหนดนิยามจากแนวคิดเฉพาะเจาะจงแล้วจัดหมวดหมู่ไปหาแนวคิดทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น Coast_Region, Island_Region, Mountion_Region จัดหมวดหมู่เป็น Geographic_Natural_Region

c)      Combination development ทำโดยใช้แนวคิดทั้ง 2 วิธีข้างต้น ผสมผสานกัน

5)     ระบุคุณสมบัติของคลาส (Define the properties of classes – slots) คุณสมบัติของคลาส หรือ Slots หรือ Object Properties ได้แก่ การกำหนดโครงสร้างภายนอกและภายในของคลาส โครงสร้างภายนอก (extrinsic structure) ได้แก่ สิ่งที่จับต้องได้ของคลาส เช่น คลาส Accommodation มี Subclasses คือ Hotel, Home Stay, Camp ground และ Guest House ส่วนโครงสร้างภายใน (intrinsic structure) ได้แก่ สิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น Subclass Hotel มี Subclass ย่อยๆ เป็น ระดับ(Grade) ของโรงแรม คือ Luxury hotel, Youth hotel เป็นต้น

6)     ระบุเงื่อนไขหรือกฏเกณฑ์การตรวจสอบคุณสมบ้ติ (Define the axioms / facets of the slots) ได้แก่ การกำหนดจำนวนคำ ชนิดของคำ และค่าที่เป็นไปได้ของคุณสมบัติของคลาส

a)      การกำหนดจำนวนค่า (Slot cardinality) ได้แก่ การกำหนดจำนวนค่าขั้นต่ำสุดแล่ค่าสูงสุดของแต่ละ Slot เช่น One, N หรือ M

b)      ชนิดของค่า (Value types) มีหลายชนิด ได้แต่ String, Number, Boolean, Enumerated slot หรือค่าที่เป็นไปได้ของ Slot และ Instance-type หรือคำจำกัดความของความสัมพันธ์

c)      ค่าที่เป็นไปได้ (Allowed values) ได้แก่ การระบุโดเมน (Domain) และ เรนจ์ (Range) ของคุณสมบัติของคลาส ซึ่งมักกำหนดโดยรายชื่อตัวอย่างของข้อมูล (List of instances)

7)     สร้างตัวอย่างข้อมูล (Create instances) การกำหนดตัวอย่างของข้อมูลในลำดับชั้นของคลาส ทำได้โดย เลือกคลาสที่ต้องการ  สร้างตัวอย่างข้อมูลของคลาสนั้นๆ ระบุรายละเอียดของคุณสมบัติของคลาสหรือ Slot

                    3.6 ประโยชน์ของออนโทโลยี

  1. ใช้ในการอ้างอิงหรือใช้งานซ้ำ(Reuse) ได้ ใช้ในการเก็บความรู้ความเชี่ยวชาญขององค์กร และสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เพื่อจัดเก็บประสบการณ์ต่าง ๆขององค์กร
  2. ออนโทโลยีที่มีคุณลักษณะข้อกำหนดครบถ้วน สามารถใช้อ้างอิงได้ มีความน่าเชื่อถือ (Reliability) ใช้แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างบุคลากร หรือระหว่างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้
  3. ออนโทโลยีที่เป็นที่ยอมรับกัน และมีข้อมูลเพียงพอ จะสามารถนำไปใช้อ้างอิง (Inference) เพื่อหาความรู้ใหม่ ๆ ได้
  4. ออนโทโลยีจะมีความแตกต่างจากฐานข้อมูลในด้านที่มีความละเอียดต่าง ๆ เช่น กฎ(Role) ความเชื่อมโยง(Relation) หากนำออนโทโลยีมาช่วยในการสืบค้นข้อมูลจะได้ข้อมูลในเชิงมิติของความสัมพันธ์ (Semantic Role) ซึ่งจะช่วยให้ได้ข่าวสารข้อมูลถูกต้องมากยิ่งขึ้น
  5. ในการบำรุงรักษาออนโทโลยีจะทำได้สะดวก เนื่องจากมีการจัดหมวดหมู่คำศัพท์ (Concept)  โดยพิจารณาคุณลักษณะร่วมกัน (Generalization-Common) และคุณลักษณะพิเศษ (Specialization) เป็นต้น
  6. ในการเรียกใช้งานฐานความรู้ (Knowledge Representation) ผู้ใช้สามารถป้อนข้อมูลคำถามเป็นภาษาธรรมชาติ(Natural Language) หรือแม้แต่ภาษาเชิงตรรก (Description Language) ได้ ซึ่งเหมาะที่จะใช้ในการประยุกต์กับการประมวลผลภาษาธรรมชาติ

 

  1. 4.      ออนโทโลยีด้านการท่องเที่ยว (Tourism Ontologies)

มีหลายองค์กรได้พัฒนาออนโทโลยีเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ซึ่งมีดังต่อไปนี้

  1. Harmonise Ontology เป็นโครงการที่อยู่ภายใต้โครงการ EU Project Harmonise เป็นออนโทโลยีแรกที่ได้พัฒนาเพื่อแก้ปัญหาการแลกเปลี่ยนข้อมูลในหน่วยงานการท่องเที่ยวต่างๆ (Prantner et al., 2007) ที่ใช้ข้อมูลต่างกัน ประกอบด้วย 4 โดเมนหลักคือ สถานที่ท่องเที่ยว (attractions), เทศกาล(events), อาหารและเครื่องดื่ม (food and drink), และ ที่พัก (accommodation)  (Moreno, A et al., 2013)  ฮาโมไนออนโทโลยีจัดเก็บในรูปของ Resource Description Framework (RDF)  และหลังจากนั้นถูกนำไปพัฒนาต่อที่สถาบัน DERI โดย DERI E-Tourism Working Group เมื่อปี ค.ศ. 2004 สำหรับรายละเอียดของ ฮาโมไนออนโทโลยีประกอบด้ย
    1. จำแนกรายละเอียดมาตรฐานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่มีอยู่
    2. กำหนดหลักการแนวคิดพื้นฐานของการท่องเที่ยว
    3. กำหนดออนโทโลยีที่เกี่ยวข้องกับหลักการนั้นๆ
    4. พัฒนาเครื่องมือเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดรูปแบบข้อมูล
    5. กำหนดในรูป XML (Extensible Markup Language)

 

  1. Mondeca  Tourism Ontology (www.mondeca.com) เป็นออนโทโลยีที่พัฒนาจากกรอบแนวคิดพจนานุกรมของการท่องเที่ยวและกิจกรรมของการพักผ่อน (Thesaurus on Tourism and Leisure Activities) ซึ่งพัฒนาโดย WTO (World Tourism Organization) (Prantner et al., 2007)  Mondeca Ontology ประกอบด้วยคลาสทั้งหมดประมาณ 1000 คลาส ภาษาที่ใช้คือ OWL (Web Ontology Language)
  2. QALL-ME Ontology (Ou et al., 2008) เป็นออนโทโลยีที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่มีรูปแบบแตกต่างกัน และภาษาต่างกัน  QALL-ME ประกอบด้วย 12 คลาส และคุณสมบัติ 107 คุณสมบัติ ตอบคำถามเกี่ยวกับจุดหมายปลายทาง เหตุการณ์ และการคมนาคม
  3. OnTour Ontology  เป็นออนโทโลยีที่พัฒนาขึ้นที่สถาบัน DERI (Digital Enterprise Research Institute) เป็นออนโทโลยีที่อธิบายแนวคิดของการท่องเที่ยว สถานที่พัก(Accommodation) กิจกรรม(Activities) และโครงสร้างพื้นฐาน(Infrastructure) ประกอบด้วย 19 คลาส, 12 Object Properties, 62 Data Properties, 174 Individuals (Instance) พัฒนาโดยโปรแกรม Protégé และใช้ภาษา OWL-DL

 

โครงสร้างของออนทัวร์ออนโทโลยี

 

สถาปัตยกรรมของระบบ OnTour System

  1. cDOTT Ontology (Barta et al., 2009)  cDOTT (The Core Domain Ontology for Travel and Tourism) พัฒนาเมื่อปี ค.ศ. 2009 โดยพัฒนาจากแนวคิดของฮาโมไนออนโทโลยี เพื่อสนับสนุนการทำงานในองค์กรระดับล่างที่ทำงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ออนโทโลยี cDOTT มีการเลือกใช้คำศัพท์ทางการท่องเที่ยวและสามารถขยายโดยนำไปใช้ในออนโทโลยีทางการท่องเที่ยวอื่นๆ ตามวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้นั้น
  2. OTA Specification  องค์กร OTA เป็นองค์กรที่กำหนดมาตรฐานด้านการท่องเที่ยวอีกองค์กรหนึ่ง เพื่อให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการท่องเที่ยวกันได้ โดยสามารถทำธุรกรรมอิเลคทรอนิกส์ได้ โดยเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปสงค์อุปทานเข้าด้วยกัน (Supply Chain) โดยกำหนดรูปแบบข้อมูลในภาษา XML (Extensible Markup Language) โดยมีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย การบิน รถยนต์ให้เช่า โรงแรม เรือท่องเที่ยว รถไฟ  ผู้ให้บริการอื่นๆ แหล่งสนับสนุน (Suppliers)  องค์กรรัฐบาล บริษัทการท่องเที่ยว ซึ่งมีการส่งข้อมูล (messages) วันๆหนึ่งหลายๆล้านข้อมูล องค์กร WTA เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร จัดตั้งเมื่อปี 1999 โดยความร่วมมือของบริษัทการท่องเที่ยวต่างๆ โดยระยะเริ่มต้น เพื่อสร้างมาตรฐานข้อมูลร่วมกัน ในการส่งข้อมูลอิเลคทรอนิกส์ ปัจจุบันได้มีการใช้กันอย่างกว้างขวาง (www.opentrave.org)
  3. SigTur/E-Destination Ontology (Moreno, A. et al.,2013) เป็นออนโทโลยีที่พัฒนาที่ประเทศสเปน เพื่อสนุนระบบการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวที่เมือง Tarragona และติดตั้งที่ Science and Technology Park of Tourism and Leisure แนวคิดการพัฒนาออนโทโลยีใช้พจนานุกรม(Thesaurus) จาก WTO(World Tourism Organization) โดยออนโทโลยีมีทั้งหมด 203 คลาส แบ่งเป็น 5 ระดับ โดยระดับแรกประกอบด้วย 8 แนวคิดหลักคือ Events, Nature, Culture, Leisure, Sports, Towns, Routes, ViewPoints  ออนโทโลยีทั้งหมดได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวที่สถาบัน Science and Technology Park of Tourism and Leisure  สำหรับระบบ GIS (Geographic Information System ) ใช้ Google Maps API

สถาปัตยกรรมของระบบ SigTur/E-Destination

 

 

SigTur/E-Destination Ontology

8)     Thai Ontology   นฤพนธ์ พนาวงศ์ และจักกฤษณ์ เสน่ห์ (2010) ได้พัฒนาออนโทโลยีการท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยใช้โปรแกรม Protege 4.1 แบ่งเป็น 10 คลาส คือ คลาสจังหวัด (ThaProvince) คลาสอำเภอ (Thai Amphoe) คลาสตำบล (ThaiTambon) คลาสเทศบาล (ThaiEvent) คลาสสถานที่ท่องเที่ยว (ThaiAttraction) คลาสที่พัก (ThaiAccommodation) คลาสการเดินทาง (ThaiTransportation) คลาสร้านอาหาร (Thai Restaurant) คลาสร้านขายของฝาก (ThaiSouvenir) และคลาสร้ายขายสินค้าหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล (Thai OTOP) โดยแต่ละคลาสมีรายละเอียดแยกย่อยต่อไปอีก เช่น คลาสที่พัก (ThaiAccommodation) ประกอบด้วย Motel, Home_Stay, Resort, Camping, GuestHouse, Lodge, Hotel, Bungalow, Hostel, Apartment เป็นต้น โดยใช้ร่วมกับเทคนิคเมนแมทชิ่ง เพื่อใช้คำที่ใกล้เคียงกันในการค้นหาหรือคำที่สะกดผิดเพื่อการค้นหาที่ถูกต้อง โดยโครงการดังกล่าวยังเป็นข้อมูลแบบสเตติกยังไม่ได้ใช้ข้อมูลแบบไดนามิก

 

9)     องค์การการท่องเที่ยวโลก (World Tourism Organization (WTO))     องค์การการท่องเที่ยวโลก เป็นองค์การที่อยู่ภายใต้องค์การสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization (UNESCO)) มีหน้าที่เกี่ยวกับการวางนโยบายและการส่งเสริมการท่องเที่ยว องค์ความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยว องค์การการท่องเที่ยวโลกได้พัฒนาพจนานุกรมการท่องเที่ยวและกิจกรรมการพักผ่อน (Thesaurus on Tourism and Leisure Activities) เมื่อปี ค.ศ. 2001 โดยเริ่มต้นจากภาษาฝรั่งเศส จากนั้นได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ และภาษาสเปน มีหลายโครงการได้นำพจนานุกรมนี้เป็นแนวทางในการพัฒนาออนโทโลยีการท่องเที่ยว เช่น Mondeca Ontology, IST/CRAFT Project, SigTur/E-Destination Project เป็นต้น

พจนานุกรมนี้ของ WTO มีทั้งหมดประมาณ 1800 หลักการ (Concepts) โดยแบ่งหัวข้อ (Subject) กิจกรรมออกเป็น 20 หัวข้อ ดังนี้คือ

  1. Sports
  2. Tourism Legislation
  3. Ecology of Tourism
  4. Economy of Tourism
  5. Tourism Facilities
  6. Visitor Flows
  7. Training and Employment
  8. Accommodation
  9. Leisure Activities
  10. Tourism Events
  11. Tourism Heritage
  12. Tourism Policy
  13. Tourism Services
  14. Tourism Professionals
  15. Tourism Promotion
  16. Science and Information
  17. Sociology of Leisure
  18. Tourism Sectors
  19. Transport
  20. Countries and Country Groupings

 

 

 

ก.พ. 08

สรุปบทความวิจัย อ. รภัสสิทธิ์ ชินภัทรจีรัสถ์

1.  ปัจจัยสำคัญของความล้มเหลวในการนำระบบ ERP มาใช้ในองค์กร , วารสารสารสนเทศศาสตร์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน 2554)  (Word 2007)  (PDF)

2.   Development of the Greater Mekong Sub-region   Tourism Ontolology , 5th Asia Library and Information Research  Group▪ (ALIRG), 7-9 July 2013 , Mahasarakam Province.  (Word 2007(PDF)

 

การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาออนโทโลยีสารสนเทศเพื่อการวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทย”

 

 

ก.พ. 08

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับสู่เว็บไซด์ อ.รภัสสิทธิ์ ชินภัทรจีรัสถ์ (Rapassit Chinnapatjeeras)

นี่เป็นหน้าแรก

สำหรับเข้าสู่เว็บไซด์แห่งนี้ ผมกำลังทดสอบการใช้เวิร์ดเพรส อาจจะยังมือใหม่หัดขับ สำหรับโปรแกรมสำเร็จรูปนี้

สามารถขอความช่วยเหลือได้ที่เว็บบอร์ดเวิร์ดเพรส หรือคู่มือเวิร์ดเพรส

 


by Bliss Drive Review